This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตีแสกหน้า โพลสำรวจ ชัวร์หรือมั่วนิ่ม


หลายครั้งที่สื่อมวลชนหยิบยกผลสำรวจจากโพลออกมานำเสนอสู่สาธารณะ ราวกับเป็นมติมหาชนของคนทั้งประเทศ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงเสียงสะท้อนความเห็นของคนบางส่วนเท่านั้น ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอนทำโพล ทั้งนี้ก็มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนให้คล้อยตาม จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าผลโพลสำรวจเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด เอียงข้างรึเปล่า ทำเร็วเกินไปไหม และเป็นการชี้นำคนทั้งประเทศหรือไม่?
       
        โพล (Poll) หรือผลสำรวจของประชาชน ได้มีมานานแล้วในต่างประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยการทำโพลระยะแรกถูกนำมาใช้เพื่อการวิจัยทางวิชาการ จนกระทั่งโพลได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ โพลเลือกตั้ง (Election Poll) และโพลความคิดเห็น (Opinion Poll)
       
        โพลสำรวจเริ่มเข้ามาใช้ในเรื่องการเลือกตั้งครั้งแรกที่เห็นอย่างชัดเจน โดย “นิด้าโพล” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 จนกระทั่ง 8-9 ปีที่ผ่านมา “สวนดุสิตโพล” ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการและมีผลสำรวจด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้น 3-4 ปีให้หลัง ได้มี “เอแบคโพล” และ “กรุงเทพโพล” ก่อกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน และยังปรากฏเป็นโพลชื่อดังมาจนถึงปัจจุบัน บางครั้งโพลจากสถาบันต่างๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นเครื่องชี้นำที่มีอำนาจต่อการตัดสินใจของคนทั่วประเทศเช่นกัน
       
       อย่าหลงเชื่อกับการหยั่งเสียง
        หลายคนมีความคิดว่าผลสำรวจจากโพลเป็นเครื่องมือชี้นำอย่างหนึ่ง ซึ่งมาจากตัวอย่างของกลุ่มประชากรเป้าหมาย หรือพูดง่ายๆ คือการหยั่งเสียงประชาชนกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นตัวแทนของคนส่วนมาก ผลโพลจึงไม่ใช่ความเห็นของคนทั้งประเทศถึงแม้ว่าคนฟังโดยรวมจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าโพลสามารถกำหนดคำตอบได้
       
        การใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,500-2,000 คนเป็นตัวแทนคนส่วนใหญ่ในการสำรวจ โพลจึงเป็นเสียงสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องนั้นๆ ในช่วงเวลาสำรวจ และมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป หรืออิงตามกระแสมากกว่าความเห็นส่วนตัว แม้ว่าจะมีการประเมินจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากก็ตาม แต่ก็ไม่ได้บอกถึงความแม่นยำเสมอไป

       
        เมื่อผลของโพลไม่ได้แม่นยำอย่างที่หลายคนรู้สึก แต่ก็มักเห็นสื่อมวลชนหยิบยกผลของโพลที่ต่างๆ มีชื่อเสียงบ้าง ไม่มีบ้าง จากสำนักโพลนั้นโพลนี้ บางครั้งคนฟังไม่รู้จักชื่อเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือได้แล้วนำมาพูดอ้างอิงในการรายงานข่าว
       
       อีกทั้งการทำโพลมีการใช้กลุ่มตัวอย่างที่จำกัด โดยส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเท่านั้น แต่เมื่อสื่อมวลชนนำเสนอสู่สาธารณะ กลับกลายเป็นว่าคนต่างจังหวัด หรือคนชนบท ต้องยอมรับความเห็นที่เขาไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในโพลนั้นเลย และที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นโพลบางสำนักจะใช้กลุ่มตัวอย่างเดิมซ้ำๆ โดยการประสานกับกลุ่มเครือข่ายที่มีเพื่อให้ช่วยตอบแบบสอบถามที่จัดเตรียมให้ นี่จึงเป็นคำตอบที่หลายคนมักถามว่าทำไมไม่เห็นมีใครมาถามบ้างเลย
       
        จึงมีความสอดคล้องกับความเห็นของ นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล ที่กล่าวว่า ผลสำรวจจากโพลไม่ใช่มติมหาชน แต่มันเป็นเพียงข้อมูลประเภทหนึ่งที่ผู้อ่านหรือพบเห็นต้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ซึ่งถ้าจะเชื่อก็ควรนำผลสำรวจจากโพล ไปประกอบกับแหล่งความเป็นจริงด้านอื่นๆ โดยระลึกอยู่เสมอว่าผลโพลไม่ใช่กรรมการตัดสินชี้ขาด และนักทำโพลเองก็ต้องไม่ให้น้ำหนักกับผลโพลเป็นเสมือนคำพิพากษา
       
       คำถามไม่ครบมิติ คือจุดอ่อนของโพล
        ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับประเด็นคำถามการเมือง จากกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ส่วนคำถามที่นำมาใช้ในการถาม และวัตถุประสงค์ที่จะใช้ถาม บางครั้งจึงมองเหมือนว่าโพลเอียงข้าง เพราะจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือการถูกว่าจ้างโดยพรรคการเมือง จึงเป็นที่มาของการปิดบังผลการสำรวจที่แท้จริง อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับโพลต่างๆ มาแล้ว ทำให้เกิดการตั้งคำถามที่ไม่ควรถามขึ้น
       
        “ถ้ารัฐบาลจะคอรัปชั่นบ้างแล้วประชาชนยังได้ประโยชน์อยู่รับได้ไหม”
        “ถ้านักการเมืองโกง ยอมรับได้หรือไม่”
        “ถ้าคนไทยได้ “คนเก่ง” มาเป็นนายกฯ แต่คนไทยไม่เลิกตีกันมีประโยชน์หรือไม่”
        หรือล่าสุด “นาซ่ามาใช้อู่ตะเภาเพื่อการศึกษาช่วยเหลือ เห็นด้วยหรือไม่” ซึ่งที่จริงควรจะถามว่า “ประเด็นการมาของนาซ่าที่ยังมีข้อสงสัยเคลือบแคลงกันอยู่ รัฐบาลควรรีบเร่งตัดสินใจหรือไม่”
       
        นอกจากคำถามยอดฮิตจะยกให้เรื่องการเมืองแล้ว ยังไล่ถึงการบริหาร ภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน และปัญหาสังคม สังเกตได้ว่าบางคำถามก็เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ที่จะถาม รวมถึงมีรายละเอียดคำถามไม่รอบด้าน จึงมีคนหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงความเที่ยงตรงของโพลสำรวจต่อสถาบันที่ทำโพลสำรวจนั้นขึ้น ที่อาจขาดความน่าเชื่อถือและเป็นตัวชี้นำความเห็นของคนส่วนใหญ่ได้
       
        นายรชตะ สาสะเน สำนักงานคดี เคยกล่าวถึงผลกระทบของโพลต่อการเมืองในเว็บไซต์ lawamendmentว่า “สถาบันที่จัดทำโพลเพื่อความรู้ในประเด็นสาธารณะควรที่จะแยกเด็ดขาดจากสถาบันที่รับจ้างในการทำโพลเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ทำโพล เพราะบางครั้งสถาบันที่รับจ้างทำโพล อาจจำเป็นต้องปกปิดผลการสำรวจ ตามความต้องการของผู้จ้าง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความเชื่อถือ”
       
        ด้าน รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล และประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า ถ้าคำถามมีความไม่เป็นกลาง ใช้คำถามชี้นำ คำถามไม่ครบทุกมิติ จึงเป็นจุดอ่อนของโพล เพราะฉะนั้นในภาวะปัจจุบัน คงไม่มีใครใช้คำถามชี้นำตรงนั้น แม้คำถามเชิงปริมาณบอกว่าชอบหรือไม่ชอบรัฐบาล แต่มันก็จะมีลักษณะของเชิงคุณภาพว่าทำไมถึงชอบไม่ชอบ สำหรับสวนดุสิตโพลไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เราจะสะท้อนความคิดเห็นออกมาจากคนทุกกลุ่ม ถ้าถามถึงฝ่ายรัฐบาลก็ต้องถามถึงฝ่ายค้านด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายก็ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ
       

       คนทำโพลต้องมีจรรยาบรรณ
        มีหลายขั้นตอนในการทำโพล ที่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ไม่น่าให้อภัย คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากผู้ทำโพลที่ขาดจิตสำนึกที่ดี ซึ่งอาจจะกระทำโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม จึงมีประเด็นคำถามที่มักถูกถามบ่อยๆ เกี่ยวกับการทำโพล ไม่ว่าจะเป็น ทราบได้อย่างไรว่าโพลนั้นๆ มีความเป็นกลางหรือไม่, ขอให้หยุดทำโพลได้หรือไม่ เพราะเป็นการชี้นำ, ผลสำรวจโพลมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน, ขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่, สำรวจทีไร ทำไมเราไม่เคยถูกถามเลย และโพลต่างๆ มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด
       
        ศิรินทิพย์ ยุติกะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประมวลผลข้อมูลนิด้าโพล กล่าวว่า “จรรยาบรรณ” เป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักทำโพลทุกคนต้องมี ต้องไม่บิดพลิ้วต่อข้อมูล ต้องใช้ข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใช่เติมแต่งข้อมูลลงไป
       
        คุณสมบัติของนักทำโพลที่ดี ต้องเข้าใจในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย ขั้นตอนการทำโพล มีความรู้รอบตัว ติดตามข่าวสาร เป็นกลาง ไม่มีอคติ เป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ และส่งเสริมการพัฒนาในสังคม ต้องไม่ส่งผลกระทบในทางลบ ต้องไม่เอื้อประโยชน์ต่อเพียงกลุ่มบุคคลเดียว รวมทั้งมีประสบการณ์ในทุกขั้นตอนของการทำโพลด้วย
       
        “จรรยาบรรณของนักทำโพลที่ดีต้องมีความเป็นกลาง การทำโพลต้องให้ประโยชน์ในแต่ละเรื่อง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองฝ่ายเดียว ต้องมีองค์กรที่ดี มีงานวิจัยทางวิชาการเป็นแบ็กอัพ และที่สำคัญต้องบอกที่มาของตัวเลขผลโพลได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำโพลตรงนั้น” รศ.ดร.สุขุม กล่าวเสริม
       
        ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของโพลสมัยนี้ คือ การแข่งขันเรื่องความเร็ว โพลแต่ละสำนักทำผลสำรวจออกมาอย่างรวดเร็วทันใจ เพื่อทำเรตติ้งให้ตัวเองเป็นกระแสก่อนคนอื่น โดยไม่ดูเลยว่ามีประโยชน์ต่อสังคมหรือเปล่า หรือหวังแค่จะได้ขึ้นเป็นโพลแถวหน้าของเมืองไทย จนลืมนึกถึงคุณภาพ แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารฉับไว แต่บางครั้งความรวดเร็วก็ไม่ใช่คำตอบที่น่าเชื่อถือเสมอไป 
       
        รศ.ดร.สุขุม ได้ให้ความเห็นอีกว่า โพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ถ้าประชาชนไม่เชื่อถือ โพลก็ไม่สามารถอยู่ได้นาน ส่วนเรื่องการทำโพลออกมาเร็วไม่ได้เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ เพราะยุคปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ทำโพลได้รวดเร็วอยู่แล้ว และการทำโพลเร็วก็เป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชน
       

       โพลออนไลน์ เชื่อได้หรือ?
        >>ในโลกดิจิตอลใครก็ทำโพลได้!?
        เมื่อโลกในแต่ละวันหมุนเวียนเปลี่ยนไป โพลจึงเกิดขึ้นมามากมาย และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสของสังคมโลก เมื่อโพลเล็กโพลน้อยเกิดขึ้นตามกันมาเป็นดอกเห็ด ชื่อเสียงโด่งดังก็มี แต่ที่ล้มหาย สาบสูญไปก็มาก รวมถึงโพลออนไลน์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และมีความรวดเร็ว วิวัฒนาการยุคดิจิตอลจึงทำให้การทำโพลง่ายแค่พลิกฝ่ามือ แต่ไร้ความน่าเชื่อถือ
       
        นอกจากจะเป็นสำนักโพลที่มาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง อย่าง นิด้าโพล สวนดุสิตโพล รามคำแหงโพล กรุงเทพโพล เอแบคโพล และก็ยังมีองค์กรอิสระต่างๆ อีกมากมายที่มีการสำรวจวิจัยเช่นเดียวกัน หรือเรียกว่า “โพลออนไลน์” ซึ่งส่วนใหญ่ให้แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผล
       
        เมื่อลองรวบรวมโพลออนไลน์ ที่มีการสำรวจแบบสอบถามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ตอนนี้มีมากกว่า 10 เว็บเพจ เช่น ไอเอเชียเซอร์เวย์, ทอร์คบายยู, มายเซอร์เวย์, ยัววอยส์, ร้อยแปดโพลดอทคอม และวีโหวต เป็นต้น
       
        สถาบันการทำโพลที่มีชื่อเสียงยังต้องใช้เจ้าหน้าที่นักวิจัย ดำเนินการ ประมวลผล แต่ข้อมูลที่ออกมาก็ยังมีการคลาดเคลื่อนได้ จึงไม่แม่นยำ 100% นี่ยังไม่พูดถึงโพลออนไลน์ ซึ่งอาจมีผิดพลาดเกิดขึ้นได้สูงกว่าหลายเท่าตัว 
       
        เฟซบุ๊กเว็บไซต์ชื่อดังของโลก ก็ยังมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “Poll” ที่สามารถสำรวจความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ บน facebook ได้ เช่น การสำรวจความเห็นเรื่องการเมือง กีฬา หรือเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นการลงมติร่วมกันในกลุ่มคนรู้จัก
       
        ข้อดีของโพลออนไลน์ คือ ความเร็ว ได้ผลลัพธ์ออกมาทันเหตุการณ์ แต่ข้อเสียคือ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอาจไม่ใช่ มีความผิดพลาดสูงในขั้นตอนการประมวลผล จึงอาจทำให้ข้อมูลเกิดความผิดเพี้ยนไป และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ
       
        ศิรินทิพย์ ยุติกะ กล่าวถึงโพลออนไลน์ว่า ไม่น่าจะมีความน่าเชื่อถือ เพราะการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทางออนไลน์จะใช้รหัสล็อกอินเพื่อเข้าไปตอบคำถาม ซึ่งอาจมีการใช้รหัสที่ซ้ำกันได้ แต่เป็นคนละคนกัน จึงไม่น่าเชื่อถือในเรื่องของกลุ่มตัวอย่างที่มีความสำคัญมากขั้นตอนหนึ่งในการทำโพล ซึ่งต้องดูทั้งเพศ อายุ การศึกษา ฯลฯ จึงอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการก็ได้ และบางคนอาจตอบไม่ตรงตามความเป็นจริง
       
        ทุกวันนี้โพลเมืองไทยในยุคข้อมูลข่าวสาร ไม่มีสถาบันไหนหรือองค์กรใดยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามีความน่าเชื่อถือจริง ฉะนั้นการฟังความเห็นจากผลโพลสำรวจ จึงควรรับฟังและพิจารณาเสริมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างมีสติ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองก่อนที่จะถูกสื่อมวลชนและผลจากโพลสำรวจต่างๆ ชักจูงความคิดมาใส่หัวคุณง่ายๆ...



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ :


วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อย่าหยุดแค่...นาซ่า

ภาพ แสดงแผนที่แปลงสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ที่จะเริ่มประกาศเชิญชวนเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555 
ณ บ้านพระอาทิตย์
     โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       เห็นนักการเมืองคนไทยถึงกับให้สัมภาษณ์ว่ากรณีที่องค์การการบินอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซ่าจะเข้ามาในประเทศไทยนั้นจะเป็นการทำให้ประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติน้ำท่วมได้ ดังนั้นหากใครขวางโครงการนี้ก็จะต้องออกมารับผิดชอบ
       
        ทันทีที่มีข่าวนี้ก็ทำให้ต้องไปดูงานภัยพิบัติก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า สหรัฐอเมริกา ขณะที่เขียนบทความนี้มลรัฐโคโรลาโดกำลังเผชิญหน้ากับไฟป่าที่ลุกลามอย่างหนัก อีกทั้งมลรัฐฟลอริดาก็กำลังเผชิญหน้ากับอุทกภัยที่มีพายุเข้าอย่างหนัก
       
        ที่สหรัฐอเมริกาไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดน้ำท่วม แต่เมื่อเกิดสถานการณ์จริงที่ลุกลามแล้วแล้วจึงค่อยประกาศเตือนภัยให้กับประชาชนทราบ
       
        พ.ศ. 2554 สหรัฐอเมริกาเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่รวมทั้งสิ้น 99 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้าที่มี 81 ครั้ง มีการประกาศภาวะฉุกเฉินจากภัยพิบัติ 29 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้าซึ่งมีเพียง 9 ครั้ง และประกาศการบริหารจัดการให้ความช่วยเหลือเพลิงไหม้ป่าอีก 114 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากว่าปีก่อนหน้าซึ่งมีเพียง 18 ครั้ง หลักฐานเหล่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าถ้าสหรัฐอเมริกามีความสามารถทางเทคโนโลยีที่พยากรณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ หรือสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้จริง เหตุใดภัยพิบัติเหล่านี้สหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าได้
       
        และคนที่มักจะบอกว่านาซ่าไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่สามารถจะสรุปได้ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการสำรวจขององค์การนาซ่านั้นจะไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทางการทหารและทางด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกา
       
        โดยเฉพาะการสำรวจเกี่ยวกับ “เมฆ”และ “ชั้นบรรยากาศ”
       
        เพราะถ้าหากสหรัฐอเมริกามีเป้าประสงค์ที่จะต้องการสำรวจเรื่องเมฆและบรรายกาศเพื่อการพยากรณ์คาดการณ์ภูมิอากาศจริง เหตุใดจึงไม่ใช้องค์กรที่มีภารกิจและความเชี่ยวชาญโดยตรงซึ่งก็คือ NOAA หรือที่เรียกว่า National Oceanic and Atmospheric Administration
       
        NOAA เป็นองค์กรที่ทำงานไม่ใช่เพียงแค่พยากรณ์อากาศน้ำท่วมหรือฝนตก หิมะตกเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการสำรวจวิจัยทะเลด้วยทั้งชายฝั่งและใต้ท้องทะเลรวมไปถึงสมุทรศาสตร์ทั่วไป และยังทำงานไขปัญหาน้ำท่วมร่วมกับองค์กรสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา และกรมวิศวกรรมแห่งกองทัพบก
       
        แต่การที่สหรัฐอเมริกาส่งองค์การน่าซ่ามานั้น น่าจะต้องการใช้ผลการสำรวจนี้ในหลายด้านพร้อมๆกัน
       
        ทั้งนี้องค์การนาซ่ามีส่วนสำคัญทางการทหารของสหรัฐอเมริกาอย่างมากมาย หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญก็คือความร่วมมือระหว่างทหารบก ทหารเรือ องค์การนาซ่า และกองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกาในนาม JANNAF (Joint Army Navy NASA Air Force) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่า ต้องการที่จะเป็นผู้นำของโลกในด้านการใช้พลังงานขับเคลื่อนในชั้นบรรยากาศและในอวกาศโดยตอบสนองความต้องการพลังงานการขับเคลื่อนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
       
        ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่าองค์การนาซ่าทำงานร่วมกับกองทัพสหรัฐอเมริกาได้อย่างแน่นอน
       
        แม้แต่เรื่องที่คนไทยเห็นว่าไม่เห็นเป็นประเด็นในทางการทหาร ทั้งๆที่ความจริงการสำรวจเมฆนั้นเป็นเรื่องทางการทหารได้เช่นเดียวกัน
       
        9 ธันวาคม พ.ศ. 2547 สำนักข่าวเอพี ได้เคยรายงานจากแองคอร์เรจ มลรัฐอลาสก้า ว่า นายริค เลห์เนอร์ โฆษกสำนักงานป้องกันขีปนาวุธ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การทดสอบการยิงสกัดที่จะยิงขีปานาวุธจากเกาะ โคกเดียก มลรัอลาสก้า ต้องชะลอไปและไม่สามารถทดสอบได้ โดยเหตุผลเพียงเพราะว่า....
       
       “มีเมฆหนา” 
       
        โครงการป้องกันขีปนาวุธนั้นได้มีการเตรียมทดสอบด้วยงบประมาณ 85 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,550 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากเกาหลีเหลือหรือที่อื่นในเอเชียตะวันออก แต่มาติดปัญหาเพียงเพราะมีเมฆมาก เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เมฆและชั้นบรรยากาศก็มีความสำคัอย่างยิ่งในทางการทหาร
       
        แค่คิดตามจากข่าวข้างต้นนี้ก็ทำให้เห็นว่าหากกองกำลังเรือของสหรัฐอเมริกาที่จะเพิ่มการประจำการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นี้เพิ่มขึ้นจาก 50% ให้กลายเป็น 60% ในปี พ.ศ.2568 ย่อมเข้าทำการศึกษาเมฆและชั้นบรรยากาศโดยทันที เพื่อความมั่นคงของกองกำลังเรือของสหรัฐอเมริกา
       
        ไม่ต้องพูดถึงโครงการ High Frequency Active Auroral Research Program หรือที่เรียกว่า โครงการ H.A.A.RP ซึ่งเป็นโครงการที่ทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศ กองทัพเรือ สำนักงานความก้าวหน้ากระทรวงกลาโหม และมหาวิทยาลัยอลาสก้า ที่มีการใช้คลื่นความถี่วิทยุ 3.6 ล้านวัตต์ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศและสามารถสะท้อนกลับมาได้บนพื้นดิน ที่สร้างความหวาดระแวงให้กับรัฐบาลและรัฐสภาหลายประเทศโดยปรากฏเป็นหลักฐานแล้ว ได้แก่ เวเนซูเอล่า, รัสเซีย, สมาชิกสภาสหภาพยุโรป ฯลฯ ว่าสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอากาศได้ รวมถึงแผ่นดินไหวและสึนามิ ซึ่งลักษณะโครงการนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้จะถูกจับตาในการสำรวจชั้นบรรยากาศขององค์การนาซ่าในประเทศไทย
       
        โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554 นายดิมิตตาร์ อูโซโนฟ และทีมงานซึ่งทำงานอยู่ที่ศูนย์การบินอวกาศ NASA Goodard ได้ตีพิมพ์บทความเผยแพร่รายงานทางวิชาการทางด้านเทคโลยีของสถาบันเทคโนโลยีแมตซาชูเซ็ทส์ (MIT) ระบุว่าการสร้างความร้อนในชั้นบรรยากาศในชั้นไอโอโนสเฟียร์นั้นทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ อีกทั้งยังได้ระบุอีกด้วยว่าพบความแปลกประหลาดในชั้นบรรยากาศก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น พร้อมทั้งชี้แนะและตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเกิดจากโครงการ H.A.A.R.F
       
        หลายคนอาจจะมีความเห็นว่าเรื่อง H.A.A.R.P นั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ และจินตนาการ แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่จะไปพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ แต่ความสำคัญก็คือมีรัฐบาลและรัฐสภาหลายประเทศมีความหวาดวิตกโครงการนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากกว่า
       
        และประการสำคัญเทคโนโลยีขององค์การนาซ่ายังถูกเชื่อมโยงกับการแสวงหาพลังงานของกลุ่มทุนในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่องค์การนาซ่าเข้ามาสำรวจนั้น เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าที่จะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2555 นี้
   วันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2554 นายทรงภพ พลจันทร์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐเตรียมเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 เน้นพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสูงถึง 5-10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณในอ่าวไทย ชั้นความหนา 1-2 กิโลเมตร และมีโครงสร้างที่ใหญ่มาก กินพื้นที่มากว่า 1 แสนตารางกิโลเมตร ยันศักยภาพรองรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือผลิตก๊าซเอ็นจีวีป้อนได้ทั้งอีสานและคาดว่าใหญ่กว่าซาอุดีอาระเบีย”


   +++ทุกวันนี้กลุ่มบริษัทเชฟรอน ของสหรัฐอเมริกามีส่วนแบ่งปริมาณปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วในการสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทยโดยคิดปริมาณปิโตรเลียมคิดเทียบเท่าน้ำมันดิบ ประมาณ 1,255 ล้านบาเรล ถือเป็นผู้ที่ได้สัมปทานอันดับ 1 ในประเทศ และมีสัดส่วนถึง 50.7%+++
       
        ดังนั้นเชฟรอนเมื่อได้แหล่งพลังงานจากประเทศไทยในราคาค่าสัมปทานที่แสนถูก ครองตลาดเป็นอันดับหนึ่ง แถมยังจะมีสัมปทานราคาค่าภาคหลวงต่ำๆอีกกำลังจะเริ่มเปิดสัมปทานครั้งที่ 21 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2555 นี้ แต่เมื่อภาคประชาชนเริ่มตื่นรู้การเสียผลประโยชน์ทางพลังงานของชาติไทยเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนกองกำลังเรือเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อดูแลคุ้มครองผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเอง
       
        ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ห้องปฏิบัติการการขับเคลื่อนก๊าซหรือของเหลวที่พ่อออกมาด้วยความเร็วขององค์การนาซ่า ที่เรียกว่า The NASA Jet Propulsion Laboratory ได้ประกาศเป็นหุ้นส่วนกับเชฟรอน ในอันที่จะพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำหรับสิ่งแวดล้อมที่หยาบกระด้าง รวมทั้งในอวกาศและบนบก เช่น ระบบปั้ม, วาล์ว, การบริหารจัดการ, ระบบตรวจสอบบ่อลึก โดยเชฟรอนระบุว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องการที่จะค้นหาน้ำมันและก๊าซทั้งบนโลกและอวกาศได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
       
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบินสำรวจ ER2 นั้น ที่จะเข้ามาสำรวจในประเทศไทยโดยองค์การนาซ่านั้น มีประวัติหลายด้านทั้งการสำรวจชั้นบรรยากาศ การทำงานร่วมกับดาวเทียมในการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อจารกรรมข้อมูลทางการทหาร
       
        ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดแต่การเดินหน้าโครงการนี้โดยไม่เปิดเผยข้อตกลงให้ประชาชนและสาธารณชนได้รับทราบ สังคม ประชาชน และสื่อมวลชน ย่อมมีสิทธิ์สงสัย ทั่วโลกย่อมมีสิทธิ์หวาดระแวง ดังนั้นการปกปิดข้อมูลในเรื่องนี้โดยอ้างลอยๆว่าไม่ใช่ภารกิจด้านการทหารแต่เป็นการดำเนินการทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งๆที่ผู้มาเจรจาเป็นทหารนั้น ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจได้เลย
       
        ดังนั้นการที่องค์การนาซ่ายกเลิกภารกิจที่สนามบินอู่ตะเภา โดยอ้างว่าประสานงานยุ่งยากนั้น ต้องถือว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยแล้ว เพราะจะมาทำสิ่งใดโดยที่ไม่เปิดเผยข้อตกลงให้คนไทยได้ทราบทั้งๆที่มีพฤติกรรมที่หลายประเทศหวาดระแวง ก็ไม่ควรมาทำภารกิจลับๆล่อๆในแผ่นดินไทย หรือทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิแห่งความขัดแย้งของมหาอำนาจโดยไม่จำเป็น
       
        หลังจากที่องค์การนาซ่าได้ยุติบทบาทตัวเองแล้ว สิ่งที่ประชาชนควรจะต้องเฝ้าระวังต่อไปก็คือภารกิจในการตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยและมนุษยธรรมของสหรัฐอเมริกา และการเข้าสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ทั้งบนบกและอ่าวไทยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555 นี้เป็นต้นไป
       
        ต้องเฝ้าระวังชนิด “ห้ามกระพริบตา”โดยเด็ดขาด!!! 


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 28 มิ.ย. 55 16:23 น.





วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วอชิงตันโพสต์แฉ มะกัน-ยิว ร่วมพัฒนาไวรัส เฟลม เจาะข้อมูลอิหร่าน




รอยเตอร์ - สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันพัฒนาไวรัสคอมพิวเตอร์ “เฟลม” (Flame) เพื่อสืบข้อมูลข่าวกรองที่จะช่วยให้ตะวันตกสามารถชะลอความก้าวหน้าในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ รายงานเมื่อวานนี้ (19) โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตะวันตกซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ
       
       “เฟลม” เป็นมัลแวร์ที่ถูกออกแบบเพื่อระบุโครงข่ายและจับตาคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่อิหร่าน โดยจะรวบรวมข้อมูลลับที่ช่วยให้สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (เอ็นเอสเอ), สำนักงานสอบสวนกลาง (ซีไอเอ) และกองทัพอิสราเอล สามารถทำสงครามไซเบอร์ขัดขวางกิจกรรมนิวเคลียร์ของเตหะรานได้ ซึ่งโครงการที่ว่านี้ยังใช้หนอนคอมพิวเตอร์อีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “สตักซ์เน็ต” (Stuxnet) ซึ่งเคยสร้างความปั่นป่วนให้แก่โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านมาแล้ว
       
       เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ยืนยันกับรอยเตอร์ว่า สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาไวรัสเฟลมขึ้นมาจริง
       
       ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เนื่องจากเฟลมเป็นไวรัสซึ่งทำหน้าที่ “รวบรวมข่าวกรอง” โดยมิได้ทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายศัตรู การพัฒนาไวรัสชนิดนี้จึงไม่ต้องผ่านการทบทวนนโยบายและข้อกฎหมายที่เข้มงวดของสหรัฐฯ เหมือนเช่นโครงการอาวุธไซเบอร์อื่นๆ
       
       ซีไอเอ, เอ็นเอสเอ, เพนตากอน และสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานนี้
       
       เฟลม นับเป็นไวรัสเจาะข้อมูลที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่โลกเคยพบมา โดย 2 บริษัทด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ แคสเปอร์สกี แล็บ และไซแมนเท็ก คอร์ป ชี้ว่า โค้ดของไวรัสตัวนี้มีความเชื่อมโยงกับหนอนสตักซ์เน็ต ที่เชื่อกันว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเคยส่งไปโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปี 2010...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th  : 20 มิถุนายน 2555 16:27 น.



วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลอยแพพยาบาล ละเลยหรือเจตนาสร้างระบบการรักษาสองมาตรฐาน

พยาบาลวิชาชีพ บุคลากรสำคัญหลายหมื่นชีวิตทั่วประเทศที่รัฐบาล, กระทรวงสาธารณสุข และกพ.ไม่ให้การเหลียวแล (ภาพประกอบจากไทยรัฐออนไลน์)
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลอยแพพยาบาล ละเลยหรือเจตนาสร้างระบบการรักษาสองมาตรฐาน, 

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - หมอชนบทกระทุ้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้หันมาแก้ไขปัญหากลุ่มพยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร ลูกจ้างชั่วคราวใน รพ.ชุมชนทั่วประเทศหลายหมื่นคนที่ถูกละเลยไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ กระทั่งเกิดภาวะสมองไหลสู่ รพ.เอกชนราวกับรัฐบาล-สธ.-ก.พ.สมคบคิดสร้างระบบการรักษาสองมาตรฐาน คนจนหมดสิทธิ์เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพแต่ราคาแพง จวกรัฐบาลดีแต่โม้ทำเพื่อพี่น้องรากหญ้าแต่กลับตัดงบระบบประกันสุขภาพลงถึง 5 หมื่นล้าน
       
       นพ.พรเทพ โชติชัยสุวัฒน ชมรมแพทย์ชนบท นักศึกษาปริญญาโท สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อน เมืองอันเวิร์ป ประเทศเบลเยียม เขียนบทความที่เปิดเผยถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการบรรจุข้าราชการในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน ดังเช่น กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ประเทศไทยมีข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟเมื่อคราวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง
       
       ปัญหานี้ถูกละเลยมานานกระทั่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคนทั่วประเทศถูกละเลย ทอดทิ้ง จนมีการลาออกไปอยู่กับโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงดึงดูดคนจากภาครัฐเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน และก้าวสู่การเป็น “เมดิคัลฮับ” ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งนั่นหมายถึงผลกระทบต่อคนยากจนในชนบทที่เข้าไม่ถึงบริการที่มีคุณภาพแต่ราคาแพงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       
       ข้อเขียนของ นพ.พรเทพบรรยายว่า จากข่าวที่กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ ลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุขมาชุมนุมเพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้เร่งบรรจุตำแหน่งข้าราชการให้แก่ลูกจ้างใน รพ.ชุมชนทั่วประเทศต่อกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเคยร้องเรียนผ่านหลายหน่วยงานแต่ไม่เป็นผล ซึ่งหากยังไม่คืบหน้าอาจมีการนัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศต่อไป
       
       ปัญหาที่เกิดขึ้นเรื้อรังมาจากผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เข้ามาประเมินระบบราชการไทยในฐานะเจ้าหนี้ พบว่าระบบมีจำนวนข้าราชการมากเกินไป จึงมีการจำกัดการบรรจุข้าราชการแบบเหมารวม ขาดวิจารณญาณในการแยกแยะว่าส่วนใดที่เกินแล้ว ส่วนใดที่ยังขาดอยู่
       
       ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงถูกผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถบรรจุ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร ต้องหันมาใช้คำว่าพนักงานราชการแทน จนต่อมาเริ่มมีตำแหน่งมากขึ้นแต่ก็เพียงพอแค่การบรรจุแพทย์ และทันตแพทย์เท่านั้น ส่วนพยาบาล, เภสัชกร และเจ้าหน้าที่ประเภทอื่นๆ ได้บรรจุเพียงเล็กน้อยจากการรอตำแหน่งว่างจากผู้เกษียณเท่านั้น
       
       จากข้อมูลของสภาการพยาบาล ในการเปรียบเทียบระหว่างโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในระหว่างปี 2549-2553 จำนวนพยาบาลวิชาชีพทำงานเต็มเวลาในโรงพยาบาลเอกชน เพิ่มจาก 11,000 คน เป็น 15,000 คน เป็นการเพิ่มถึงร้อยละ 36.36 ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งการเข้าสู่งานในภาคเอกชนของพยาบาลวิชาชีพปีละประมาณ 1,000 คน
       
       สภาการพยาบาลคาดว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าภาคเอกชนจะต้องการพยาบาลถึง 20,000 คน เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ต้องการได้รับการรับรองคุณภาพจาก JCI ที่กำหนดให้มีการจัดอัตรากำลังพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยตามมาตรฐานบริการพยาบาลสากล ซึ่งมาตรฐานอัตรากำลังของพยาบาลไทยต่ำกว่าที่กำหนดของมาตรฐานวิชาชีพอยู่ถึงร้อยละ 30 
       
       ในทางตรงกันข้าม กระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันมีพยาบาลที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวประมาณ 18,000 คน และยังขาดแคลนทั่วประเทศอยู่อีกประมาณ 33,112 คน ซึ่งการขาดแคลนก็จะทำให้ผู้ที่อยู่ในระบบต้องทำงานหนักขึ้น เสี่ยงต่อความผิดพลาด ไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย
       
       การที่พยาบาลถูกละเลยไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ทำให้มีการลาออกไปสู่ภาคเอกชน โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมืองมากขึ้น หรือออกไปทำงานต่างประเทศมากขึ้นหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economy Community : AEC) ในปี พ.ศ. 2558 ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งมีการปรับตัวอย่างไร้ทิศทางเพื่อให้สามารถดึงดูดให้พยาบาลเข้ามาทำงาน และรักษาคนไว้ในระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนต่างๆ ในโรงพยาบาลในเมืองให้ทัดเทียมภาคเอกชน ทำให้ขาดแรงจูงใจที่คนจะไปทำงานในเขตชนบทเพราะค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า 
       
       ซึ่งหากปล่อยให้การแข่งขันในกลไกตลาดแรงงานดำเนินต่อไป อาจทำให้เกิดการบริการสองมาตรฐานระหว่างภาครัฐ และเอกชน ที่ภาครัฐไม่แสดงภาวะผู้นำ ความรู้ความสามารถในการแทรกแซงแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้สถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถจัดบริการได้ตามมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพของประชาชนไทยที่ฐานะยากจน ไม่มีกำลังจ่าย โดยเฉพาะในเขตชนบทที่ห่างไกล
       
       แต่เป็นที่น่าผิดหวังอย่างมาก เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน มุ่งให้ความสนใจแต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การพัฒนาเมดิคัลฮับ (medical hub) และการทำโครงการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐโดยไม่จำเป็น เช่น โครงการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในราคาที่สูงเกินไป หนำซ้ำยังตัดงบประมาณรายจ่ายสำหรับการประกันสุขภาพในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ลงจากเดิม 5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
       
       จากความเรื้อรังของปัญหาดังกล่าวนั้น ราวกับว่ารัฐบาล, ก.พ. และกระทรวงสาธารณสุขสมรู้ร่วมคิด ยินยอมพร้อมใจไปด้วย หรือไม่ก็เกิดจากการปล่อยปละละเลยของทั้งฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำ คือ ก.พ. และความมุ่งมั่นที่ไม่เพียงพอของผู้นำกระทรวงสาธารณสุข ผลร้ายย่อมตกแก่พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งไม่สามารถไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนได้
       
       ดังนั้น เพื่อแสดงความจริงใจ และศักยภาพของรัฐบาลที่นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ควรเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน
        
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีรายได้น้อย และอาศัยในเขตชนบทได้มีโอกาสเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพจากสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุข ตามที่พรรคเพื่อไทยได้กล่าวอ้างในการหาเสียงเลือกตั้งมาโดยตลอด โดยการแสดงภาวะผู้นำและความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาการคงอยู่และกระจายของพยาบาลวิชาชีพในสถานบริการระดับต่างๆของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นระบบ เป็นธรรม สร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับอย่างเร่งด่วนต่อไป...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 18 มิถุนายน 2555 21:44 น.


รัฐบาล-ทหาร-สภาฯ และฐานทัพ

"กวม" เป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก แม้จะมีขนาดกระจ้อยร่อย พื้นที่กินอาณาบริเวณแค่ 500 กว่าตารางกิโลเมตร ประชากรก็มีอยู่เพียงแสนคนเศษ แต่ถ้าวัดกันจากขุมพลังทาง "การทหาร" แล้วจะพบว่า ไม่ได้เล็กเหมือนกับขนาดของเกาะเลย!
โดย...เปลว สีเงิน
พวกเราจะเชื่อใคร ระหว่าง "ยิ่งลักษณ์-สุรพงษ์-สุกำพล-ปลอดประสพ" ที่บอกนาซาจะขอใช้อู่ตะเภาขึ้นบินดูลม ๒ เดือนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการทหาร กับที่ "นายลีออน พาเนตตา" รมว.กลาโหมสหรัประกาศที่สิงคโปร์...สหรัจะจัดสมดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนี้ใหม่ ด้วยการย้ายที่ตั้งกองกำลังทหาร และกองทัพเรือ ๖๐% กลับมาประจำการในภูมิภาคของเพื่อนเก่าอีกครั้ง!
    เพียงไม่ได้ระบุให้ชัดลงไปเท่านั้นว่า ที่จะกลับเข้ามาตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้นั้น ก็เพื่อ "คานอำนาจ" กับจีน เพราะถ้าขืนปล่อยให้จีนเป็น "ขาใหญ่" คุมภูมิภาคนี้ 
    สหรัฐมีโอกาส...เดี้ยง!
    เพราะไทยเป็น "จุดยุทธศาสตร์" การขนส่งน้ำมันและสินค้าทางทะเลจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทะลุสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นตัว "ย่นโลก" ในการขนส่งจากตะวันออกกลางสู่ประเทศแถบแปซิฟิกทั้งหมด โดยเฉพาะสหรัฐ
    ก็ตรง "ช่องแคบมะละกา" ปลายติ่งที่เชื่อมไทย-มาเลย์-สิงคโปร์ นั่นไง!
    การลำเลียงน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มหาสมุทรอินเดียนั้น การจะไปสู่ปลายทางของประเทศของอีกฝั่งมหาสมุทรหนึ่งคือ แปซิฟิกและคาบสมุทรอินโดจีนทั้งหมด ต้องมา "ลอดช่องแคบ" จากตรงนี้ 
    และถ้าวันไหน "จีน-สหรัฐ" เกิดงัดข้อกันขึ้นมา แค่จีน "คุมเชิง" ไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันสหรัฐผ่านช่องแคบมะละกาแค่นั้น
    ถ้าเรือรบ-เรือบินสหรัฐ ใช้น้ำทะเลแทนน้ำมันได้ นั่นก็แล้วไป! 
    นี่คือสาเหตุที่ทั้งนาซา-เพนตากอน ต้องมาเสนอเงื่อนไขกับรัฐบาลทักษิณ ขอใช้อู่ตะเภา เพราะคุณสมบัติพิเศษของอู่ตะเภาเป็น ๒ เพศ เป็นท่าจอดเรือรบก็ได้ เป็นสนามบินที่เครื่องเล็ก-ใหญ่ขึ้นลงได้ทั้งนั้น 
    นาซามาในมาดนักวิจัยลม ส่วนเพนตากอนมาในมาดปิศาจคราบนักบุญ  อ้างมนุษยธรรม ฝนตก-น้ำท่วมที่ไหนจะได้แจวเรือรบไปช่วย!
    รัฐบาลน้องสาวทักษิณเขาเชื่อ สุกำพลรัฐมนตรีกลาโหมเพื่อทักษิณ เขาก็เชื่อ แต่ดูเหมือนเหล่าทัพทั้งหลาย "ไม่อยากจะเชื่อ" รวมทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ที่ไม่ใช่ทาสระบอบทักษิณ เขาอยากให้รัฐบาลนำเรื่องเข้ารัฐสภาพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐
    แต่รัฐบาล โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศเพื่อทักษิณ บ่ายเบี่ยง อ้างว่ากฤษฎีกาดูแล้วบอก ไม่เข้าข่าย ๑๙๐ วรรค ๒ คือไม่ต้องให้รัฐสภาพิจารณา 
    แค่ให้ ครม.ทักษิณเห็นชอบวันนี้ (๑๙ มิ.ย.๕๕) ก็พอแล้ว!?
    เอาล่ะ...อาจแค่ให้ใช้ดูลมตาที่รัฐบาลบอกก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ รัฐบาลที่ไม่มีเครดิตให้ประชาชนเชื่อถือ พูดอะไร ใครก็ไม่เชื่อ ผมอยากให้ติดตามอ่านที่ท่านอาจารย์ "เขียน ธีรวิทย์" แจงประเด็นไว้ที่หน้า ๔ ไทยโพสต์ มีทั้งหมด ๕ ตอน  อย่าพลาดเชียว
นับตั้งแต่ยุคหลังเกิดเหตุช็อกโลก สมาชิกกลุ่มก่อการร้าย "อัล ไคด้า" ของนายโอซามา บิน ลาเดน ก่อวินาศกรรมโจมตีผืนแผ่นดินสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ผสมผสานกับกระแสต่อต้านฐานทัพสหรัฐของ "คนท้องถิ่น" ในหลายชาติทั่วเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ กองทัพสหรัฐจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางทหารในภูมิภาค "เอเชีย-แปซิฟิก" ครั้งใหญ่ เพิ่มทั้งกำลังทหารและขนอาวุธไฮเทคน้อยใหญ่ เข้าไปประจำการในฐานทัพบนเกาะกวมอย่างต่อเนื่อง


    และพอดี คุณ thanong khanthong (thanongkhanthong@gmail.com)  ได้สรุปประเด็นเป็นการ "ขมวดปัญหาโลก" ในเรื่อง "ไม่รู้ผู้ก่อการร้ายมาฝังตัวบ้านเราหรือยัง สถานการณ์น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง" มาให้อ่านตั้งแต่วันเสาร์  เพื่อเห็นโลก-เห็นปัญหากว้างขึ้น ขออนุญาตนำเผยแพร่ ดังนี้
    "Panel to discuss use of U-Tapao - The Nation"  
    เอาจนได้ ประวัติศาสตร์กำลังจะย้อนรอย ขณะนี้ซีเรียกำลังจะเป็นสมรภูมิแล้ว เพราะว่ากองกำลังทหารต่างชาติหมื่นกว่านายได้แทรกซึมเข้าไปในประเทศเรียบร้อยแล้ว
    กองกำลังทหารต่างชาติและกบฏภายในประเทศพยายามจะล้มประธานาธิบดีอาซัด โดมิโนตัวสำคัญ ก่อนที่จะลุยอิหร่านเป็นรายต่อไป  เหมือนๆ กับที่ได้ล้ม ลิเบีย อิรัก อัฟกานิสถาน มาแล้ว
    แต่จะล้มซีเรียคงจะไม่ง่าย เพราะว่าจีนและรัสเซียได้ออกมาเตือนว่า ถ้าซีเรียถูกรุกรานจากภายนอก จะส่งกองกำลังไปช่วย
    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังพุ่งสู่จุดอันตราย เพราะมีโอกาสมากที่สงครามจะขยายวงกว้าง กระทบมาถึงประเทศไทยด้วย
    อิหร่านจะต้องช่วยยันซีเรียให้ถึงที่สุด ก่อนที่ตัวเองจะเป็นเป้ารายต่อไปของอภิมหาสงครามที่กำลังก่อตัวทะมึนอยู่ข้างหน้า
    ซีเรียสนับสนุนกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ มุสลิมปีกหัวรุนแรงที่เลบานอน ซึ่งเป็นศัตรูหลักของอิสราเอล ฮิซบุลเลาะห์ต้องการทำลายยิวให้สิ้นซาก ยิวก็อยากจะบุกบอมบ์อิหร่านให้รู้แล้วรู้รอด
    ที่ระเบิดขาขาดก่อการร้ายในซอยปรีดี สุขุมวิท 71 เมื่อต้นปีนี้ ยิวบอกว่าเป็นพวกฮิซบุลเลาะห์ต้องการทำลายยิวในไทย สุดท้ายเรื่องก็เงียบไปเหมือนเป่าสาก
    ทั้งยิว ซีเรีย อิหร่าน ต่างกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด โดยมีมหาอำนาจคอยหนุน แบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ใครดี-ใครอยู่ คงได้เห็นกันในเร็ววันนี้  แต่ประเด็นที่สำคัญ ถ้าสหรัฐและพันธมิตรบุกซีเรีย ไทยจะถูกดึงเข้าไปร่วมวงด้วย


    เพราะว่าสหรัฐจำต้องใช้อู่ตะเภาเป็นฐานบำรุงกำลัง โลจิสติกส์ เป็นที่เติมน้ำมัน ใช้ดาวเทียมเพื่อบังคับเครื่องบินไร้คนขับ เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่านที่จะตามมา และการปิดล้อมจีนในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยกำลังเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญในภูมิภาคนี้ ในอภิสงครามที่กำลังก่อตัวขึ้น
    Thai-US Panel to discuss use of U-Tapao - The Nation ข่าวนี้เป็นข่าวสำคัญที่กำลังจะตัดสินความเป็นความตายของประเทศไทย เพราะดูเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังยอมให้สหรัฐใช้อู่ตะเภาเป็นฐานในการทำอภิมหาสงคราม 
    เรื่องความร่วมมือป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติระหว่างไทยและสหรัฐที่อู่ตะเภาเป็นนิทานหลอกเด็ก ขณะนี้ได้ข่าวว่า ทางสหรัฐอเมริกาเริ่มขนคน  อุปกรณ์ทางทหารเข้ามาประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีการตรวจสอบ
    ผู้นำอิหร่านได้ประกาศก้องว่า "มือผู้ใดที่ทำร้ายมุสลิม มือผู้นั้นจะถูกตัดให้ขาด" ไม่รู้ว่าคนที่เซ็น MOU เรื่องอู่ตะเภากับสหรัฐ รู้เรื่องนี้หรือเปล่า จีนก็ออกมาเตือนไทยอย่างลับๆ ว่า
    "ไทยยังคงเป็นมิตรกับจีนหรือเปล่า?"
    รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังนำพาประเทศไทยเข้าสู่มหันตภัย เพราะว่าเรากำลังเลือกข้าง แทนที่จะวางตัวเป็นกลางในอภิมหาสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น
    เขมรฉลาดกว่าไทยเยอะ มือซ้ายรับความช่วยเหลือจากจีน มือขวาก็รับจากสหรัฐ เล่นได้ทั้งนั้น อินเดียบอกกับสหรัฐอย่างไม่เกรงใจว่า "ยูอยากจะรบกับจีนก็เรื่องของยู แต่อย่าเอาไอไปเกี่ยวข้องด้วย" แถมบอกด้วยว่า "ห้ามเอาดินแดนหรือทะเลของไอเป็นฐานของยูในการรบกับจีน"!
    สหรัฐถึงกับใบ้รับประทาน!
    แต่ไทยกำลังทำตัวไร้เดียงสา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ช้างสารกำลังจะฟัดกัน เราเป็นมด ต้องรู้จักหลบหลีกในหญ้าแพรก ได้ข่าวว่า ทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าพบยิ่งลักษณ์เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ที่เราจะยอมให้สหรัฐใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทัพ
    แต่คงจะไม่มีผลอะไรมาก เพราะว่าน้องสาวทักษิณคนนี้ได้ตัดสินใจแล้ว  เป็นเรื่องประโยชน์เฉพาะตนทั้งนั้น คือ 1.อยู่ฝ่ายสหรัฐได้ประโยชน์ 2. มีสหรัฐหนุนเสถียรภาพของรัฐบาล
    คอบราโกลด์ที่เราจะฝึกทหารร่วมกับสหรัฐและพันธมิตรเพื่อนบ้านที่เมืองไทย จะเป็นจุด "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ที่สำคัญ เพราะสหรัฐจะส่งทหารเข้าร่วมฝึกเต็มพิกัด รวมทั้งขนอาวุธเข้ามาอู่ตะเภาด้วย
    @paisalvision : การฝึกคอบราโกลด์ที่ภาคเหนือเที่ยวนี้มาแปลก สหรัฐขนทหารเข้ามากที่สุดจาก ๕,ooo คน เป็น ๓๐,๐๐๐ คน และมีทหารยิวอีก ๕,ooo  คน อาวุธหนักเพียบ มาแล้วคงจะอยู่ยาวเลย?
    ตอนที่ไทยอนุมัติให้สหรัฐใช้ฐานทัพอู่ตะเภาสมัยรัฐบาลถนอม ก็ตกลงกันแค่กระดาษแผ่นเดียว ไปๆ มาๆ ประเทศไทยกลายเป็นฐานทัพของสหรัฐในการถล่มอินโดจีน มีเครื่องบิน B-52 สามารถบรรทุกระเบิดได้ 300 ตัน มาลงเติมน้ำมัน ตอนนั้นเราไม่มีอำนาจอธิปไตย เป็นเมืองขึ้นทางทหาร เพราะเครื่องบินเขาจะขึ้นจะลง จะขนอาวุธอะไรมา เขาไม่แจ้งให้เราทราบ


    ตอนนี้คงไม่ต่างกันมาก ถ้าเรายอมให้สหรัฐใช้อู่ตะเภาเป็นฐานภัยพิบัติ  ต่อไปอู่ตะเภาจะเป็นฐานทัพสหรัฐอย่างสมบูรณ์แบบโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว!!!
    ถึงตอนนั้นจะสายเกินไป เพราะว่าจีนจะทยอยลดระดับความสัมพันธ์ทางการค้า การทูตกับไทย ประเทศมุสลิมทั้งหลายที่กำลังรวมตัวกันต่อต้านสหรัฐและพันธมิตร ก็จะถือว่าเราเป็นศัตรูกับเขาไปด้วย
    ประเทศมุสลิมทั้งหลายที่กำลังรวมตัวกันต่อต้านสหรัฐและพันธมิตร ก็จะถือว่าเราเป็นศัตรูกับเขาไปด้วย ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนกับตอนสงครามเวียดนาม ตอนนั้นเป็นสงครามจำกัดวงเฉพาะในอินโดจีน ไม่ได้ขยายวงกว้าง  แต่ตอนนี้สงครามจะขยายวงกว้าง มีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนาเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3
    ที่จริงเรื่องอู่ตะเภาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นความเป็นความตายของประเทศ จำต้องได้รับการถกเถียงกันในสภาฯ ท้ายที่สุดแล้ว จะเข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 หมายความว่ารัฐสภาจะเป็นผู้อนุมัติหรือไม่อนุมัติเรื่องอู่ตะเภา  เพราะเป็นเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
    พูดกันอย่างกว้างๆ ตะวันออกและตะวันตกกำลังจะเผชิญหน้ากัน เพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นผู้นำโลกในหลายๆ ร้อยปีที่จะตามมา ที่ผ่านมา 400-500 ปี  ตะวันตกครองโลกผ่านวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่า การทหารที่เข้มแข็งกว่า อันนำมาสู่ลัทธิล่าอาณานิคม
    - ผู้นำโลกตะวันตกหรือโลกเสรีขณะนี้คือ อังกฤษ สหรัฐ ผู้นำโลกตะวันออกคือ จีน และรัสเซีย
    - ฝ่ายแรกมีอาวุธทันสมัยกว่า มีแสนยานุภาพที่น่าสะพรึงกลัว 
    - ฝ่ายหลังได้เปรียบที่ประชากรมากกว่าหลายเท่า อาวุธเทคโนโลยีไม่ห่างกันมาก
    ฝ่ายตะวันออกหลักจะมี จีน รัสเซีย ประเทศในกลุ่มโซเวียตเดิม อินเดีย  ปากีสถาน อิหร่าน อัฟกานิสถาน และมุสลิมหลักๆ
    ฝ่ายตะวันตกคือ อังกฤษ สหรัฐ ยิว ซาอุฯ พันธมิตตะวันออกกลาง และนาโต
    ดูกันดีๆ เหมือนกับเป็น "สงครามครูเสด" สมัยใหม่!?
    ถ้าเราดำเนินนโยบายต่างประเทศผิด ประเทศไทยจะล่มจมทันที  เพราะฉะนั้น เราต้องต้านการใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทัพสหรัฐ ถ้าเรา "ชักศึกเข้าบ้าน" การก่อการร้ายจะตามมา ไม่รู้ว่า "ผู้ก่อการร้าย" มาฝังตัวกันแล้วหรือยัง สถานการณ์น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง?....



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
ภาพจาก Internet
www.thaipost.net
www.marinerthai.com

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ก้างขวางคอขบวนการเหลี่ยมร้าย



โดย โสภณ องค์การณ์
 ชีวิตไม่สิ้นลมหายใจ ก็ดิ้น แหล หลอกตัวเองต่อไป! พฤติกรรมนี้เหมาะกับสภาพของเหลี่ยมร้ายที่ยังไม่สำนึกว่าบาปกรรมมหันต์ตัวเองได้กระทำต่อบ้านเมืองต่อเนื่อง ไม่ยอมเลิกรานั้น เป็นอุปสรรคปิดหนทางกลับบ้านถาวร
       
       โทษหนักหนาสาหัสเกินกว่าคนจะให้อภัย อยู่ในระดับปรองดองกันได้ เมื่อคนไทยรู้เช่นเห็นชาติว่าวาทกรรมเรื่องปรองดองเป็นเพียงฉากของเล่ห์ตื้น ด้านๆ ของเหลี่ยม ซึ่งหลงละเมอเพ้อให้ชาวญี่ปุ่นฟังว่าจะมีโอกาสกลับบ้าน
       
       ถ้าสภาผู้ทรงเกล็ดทาสเงินผ่านกฎหมายปรองดองได้ตามคำบัญชา!
       
       อย่าว่าแต่การนิรโทษกรรมปรองดองกำมะลอเลย ต่อให้กฎหมายผ่านด้วยวิธีการใดๆ ยังเสี่ยงต่อวิกฤตขั้นเผชิญหน้า ใช้กำลังห้ำหั่นกันระหว่างกองกำลัง มวลชนผีโม่แป้งรับจ้างของเหลี่ยมร้าย กับคนไทยผู้รักชาติทั้งแผ่นดิน
       
       ช่วงนี้ต้องฝันค้าง ฝันแห้ง สลับกับฝันแฉะไปก่อน! ลวงโลก หลอกชาวบ้านบ้องตื้นสำเร็จจนเคยตัว มาถึงเวลาต้องเป็นเหยื่ออารมณ์ค้างของตัวเอง! สภาวะเช่นนี้เท่ากับเปิดช่องให้ขบวนการหลอกแด๊กส์เหลี่ยมคึกมาก
       
       ช่วงก่อนปิดสภา แกนนำชนเผ่าเสื้อแดงสู้แล้วรวย เร่งสร้างราคาให้เข้าตาเหลี่ยมร้าย หวังได้แทะเล็มเก้าอี้เสนาบดี ยกระดับจากไพร่ขี้ครอก เมื่อเห็นเสนาบดีสวนผัก รัฐมนโทสภาโจ๊กอยู่ดีกินดี ไม่ต้องแสดงภูมิปัญญาเด่น
       
       ช่วงนี้เป็นจังหวะเหมาะสำหรับนักตีกินหลอกเหลี่ยมเร่งโชว์ฝีมือ ฝีปาก ถากถางฝ่ายตรงข้าม เอาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหยื่อสำหรับโจมตี ไม่หวั่นเกรงกลัวกฎหมาย เพราะรู้ว่าเหลี่ยมร้ายอาฆาตตุลาการคณะนี้ยิ่งนัก
       
       ไม่ยอมรับถุงขนม ฟังคำแหล “บกพร่องโดยสุจริต” เหมือนคณะซุกหุ้น!
       
       ยิ่งค่ายสะตอเดินสายจัดชุมนุมเปิดโปงพฤติกรรมชั่วร้ายของขบวนการไพร่ขี้ครอก เปิดหน้ากากผู้นำกำมะลอของแม่นางโพยปูโพรกเน่าใน ทำให้ชาวบ้านหูตาสว่าง ได้สร้างความแค้นให้แกนนำชนเผ่าแดงแทบกระอักเลือด
       
       เพราะค่ายสะตอและมวลชนฝ่ายตรงข้ามแท้ๆ ทำให้เหลี่ยมร้ายต้องตะเกียกตะกายหาทางกลับบ้านเกิด! ทำให้คางคกนรกตกเก้าอี้ผู้ทรงเกล็ด เส้นทางสู่เก้าอี้เสนาบดีต้องมีปัญหาเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินเช็กบิลปูโพรก
       
       วินิจฉัยฉีกหน้าว่าแม่ปูโพรกไม่ใช้ดุลพินิจเห็นความไม่เหมาะสม ทำให้กิ้งก่าหิวโซได้ทอง กร่าง ซ่าผงกหัวหงึกหงักเยาะเย้ยคางคกนรก สหายร่วมอุดมการณ์สู้แล้วรวย เป็นขี้คุกเดนตะราง แต่ต้องขาลอย มีขวากหนามปิดกั้น
       
       วันก่อนจึงได้จังหวะระบายอารมณ์แค้นค้างคาใจ ระเบิดคารมถ่อยถล่มตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ! นักสร้างราคาพวกเดียวกันท้าทำสงครามถึงขั้นเลือดนองแผ่นดิน กระหยิ่มว่าความกล้าหน้าไมโครโฟนจะเข้าตาถูกใจเหลี่ยมร้าย
       
       กลับบ้านแล้ว จะหวนนึกขึ้นได้กว่าความอหังการเกินขนาดกระดูกนั้นจะทำให้ตัวเองเข้าสู่ชะตาร้าย ถ้าไม่ไร้แผ่นดินอาศัย อาจทำให้การใช้ชีวิตลำบาก เมื่อคนอื่นๆ ไม่กลัวคำขู่ เพราะแต่ละคนก็มีสองมือสองตีน เช่นเดียวกัน
       
       จะหวังใช้กำลังคุกคามชาวบ้าน ฆ่าทหาร เผาเมือง ไม่ใช่เรื่องง่าย!
       
       ยิ่งมีขบวนการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มีประสบการณ์รบแบบจรยุทธ์ มีอาวุธ ใจถึง ประกาศจุดยืนเป็นปฏิปักษ์กับพวกเสื้อแดงสู้แล้วรวยหลอกกินเงินเหลี่ยม ทำให้เสื้อแดงกำมะลอนักตีกินหลอกชาวบ้าน ต้องคิดหนักเช่นกัน
       
       รู้เส้นทาง รู้ไส้รู้พุงกันอยู่ว่าใครเป็นอย่างไร ใจถึงแค่ไหน! แม้แต่ธิดาแดงเจ้าแม่นกแสก ยังต้องหลบใน ปล่อยให้ผัวรักผัวหวงออกมาเหวงสร้างราคา ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่อยู่ในสายตาของ ผรท. ไม่มีใครเอ่ยชื่อให้ความสำคัญ
       
       เหวงออกมาโหวงตีแผ่ เปิดโปง ผรท. ลืมไปว่าตัวเองเป็นทาสเงินเหลี่ยมร้ายอย่างโงหัวไม่ขึ้น ชาวบ้านยังหัวเราะกับความเหวง “ผมเกลียดทักษิณ ผมรักทักษิณ” เป็นสภาพอารมณ์แปรปรวน วิปริต ธาตุไฟเดินไม่สม่ำเสมอ
       
       ผรท. ได้โผล่มาเป็นกระดูกชิ้นโต อุปสรรคใหญ่หลวง พร้อมจะสู้กับขบวนการเสื้อแดงกำมะลออย่างถึงพริกถึงขิง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน! มีกองกำลังเคยติดอาวุธมากถึงแสนคน เมื่อนับรวมกับหน่วยหนุนมีจำนวนสามแสนคน
       
       วันชุมนุมแสดงพลังของ ผรท.ในอุดรธานี เมืองหลวงของแดงอีสานวันศุกร์ ชาวบ้านไม่เห็นชนเผ่าเสื้อแดงกำมะลอ! ขวัญชัย ไพรพนา หัวโจกตัวซ่า ก็ไม่กล้าโผล่หน้ามาแหยม! จะผายลม กระแอมไอในบ้านต้องออมเสียง ฮ่า!
       
       เครือข่าย ผรท.กระจายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จากนี้ไปต้องรอดูว่าธิดาแดงผู้เฒ่าจะหิ้วผัวไปเหวงปลุกระดมมวลชน เปิดหมู่บ้านชนเผ่าแดงง่ายๆ อีกหรือไม่ เมื่อกองกำลังของ ผรท.ได้เป็นตัวแปรสำคัญในศึกพลังมวลชน
       
       ทั้งธิดาเหวงเป็นอดีตกองกำลังแดงกลุ่มป่าแตก แต่คางคกนรกและกิ้งก่าได้ทองไม่มีประสบการณ์สู้รบ นอกจากหลอกชาวบ้านบ้องตื้นให้มานั่งตากแดดกินข้าวกล่อง อ้างว่าตัวเองเป็นไพร่ ทั้งๆ ที่อยู่ในระดับขี้ครอกเสือหิวแค่นั้น
       
       ผีโม่แป้งเหลี่ยมร้าย พวกคอมมิวนิสต์กำมะลอปรับตัวมาสอพลอทุนนิยมสามานย์ต้องเร่งหาจุดแก้มาคานกับ ผรท. และมวลชนผู้รักชาติในเมือง! เหลี่ยมร้ายคงได้แต่ตีกินมุ่งบ่อนทำลายบ้านเมืองจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย!...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:     
 www.manager.co.th 18 มิถุนายน 2555 15:01 น.